ตำนานบ้านหมากแข้ง

ตำนานบ้านหมากแข้ง จังหวัดอุดรธานี เดิมมีชื่อเรียกว่า “บ้านหมากแข้ง” เป็นหมู่บ้านร้างมานาน และหมู่บ้านนี้ก็มีต้นหมากแข้ง หรือมะเขือพวงต้นใหญ่อยู่หนึ่งต้น ขนาดเส่นผ่าศูนย์กลางประมาณ 40 ซม. และหมู่บ้านแห่งนี้ก็มีตำนานเล่าขานมาว่า วังของ”กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม” ตั้งอยู่ที่สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดอุดรธานี ในปัจจุบัน หันหน้าทางทิศเหนือ หน้าวังด้านซ้ายมือมีต้นโพธิ์ใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง ซึ้งปัจจุบันจังหวัดอุดรธานี ได้อนุรักษ์เอาไว้ ด้านตรงข้ามของวัง “เสด็จในกรม” มีวัดอยู่วัดหนึ่ง ชื่อว่า “วัดเก่า” ต่อมาจึงตั้งชื่อว่า “วัดมัชฌิมาวาส” บริเวณวัดมีลักษณะเป็นโนน ชาวบ้านเรียกว่า “โนนหมากแข้ง” มีเจดีย์ศิลาแลง สัณฐานคล้ายกรงนกเขา ตั้งอยู่บนโนนแห่งนั้น เป็นเจดีย์ คล่อมตอหมากแข้งใหญ่เอาไว้

ตำนานบ้านหมากแข้ง

ตำนานยังกล่าวไว้ว่า  สถานที่แห่งนี้เคยมีต้นหมากแข้งขนาดใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง เจ้ามหาชีวิตแห่งล้านช้างร่มขาว ได้ให้ทหารมาโค่นไปทำกลองใหญ่ได้ถึง 3 ใบ เจ้ามหาชีวิตให้เก็บกลอง 1 ใบไว้เพื่อใช้ตีเป็นสัญญาณบอกเหตุ เมื่อมีศัตรูมารุกรานราวีที่เมืองศรีสัตตนาคนหุต เวียงจันทร์ กลองใหญ่ใบที่สอง ได้สั่งให้ น้ำไปไว้ที่เมืองหลวงพระบาง ส่วนใบที่สามนั้นมีขนาดเล็กกว่าสองใบแรก เจ้ามหาชีวิตแห่งอณาจักรล้านช้างให้ทหารนำไปไว้ที่วัดเก่าตั้งอยู่ริมหนอง บัวมีชื่อเรียกว่า “วัดหนองบัว” เมื่อได้กลองมาจาก “เจ้ามหาชีวิตแห่งลาว” แล้วจึงได้ตั้งชื่อใหม่ว่า “วัดหนองบัวกลอง” เมื่อกลองหายไป ชาวบ้านจึงเรียกชื่อว่า “วัดหนองบัว” ตามเดิม แต่ปัจจุบันได้ตั่งชื่อว่า “วัดอาจสุรวิหาร”

มีตำนานเล่าแยกแยะออกมาอีกว่า สาเหตุที่  “เจ้ามหาชีวิตแห่งลาว” ได้ให้เก็บกลองใบแรกไว้เพื่อให้ใช้ตีเป็นสัญญาณบอกเหตุเมื่อมีศัตรูมารุกราน ราวีที่นครเวียงจันทร์นั้น เพราะกลองใบนี้เมื่อตีแล้วจะมีเสียงดังมาก และดังไปจนถึงเมืองบาดาล เป็นสัญญาณให้ ”พญานาค” นำไพร่พลขึ้นมาช่วยรบจนข้าศึกพ่ายแพ้ทุกครั้ง กลองใหญ่ใบนี้ชาวลาวหวงแหนมาก ต้องจัดทหารเข้าเวรยามรักษาอย่างเข้มแข็ง ไม่ยอมให้ผู้คนเข้าไปใกล้เพราะเกรงว่าจะถูกขโมยไปต่อมาก็ได้มีคนปัญญาดี เกิดขึ้นในแผ่นดินสยาม นามว่า “เซียงเมี่ยง” ตามตำนานนิทานพื้นบ้าน ของอีสาน หรือ “ศรีธนญชัย” คนปัญญาไวแห่งกรุงศรีอยุธยานั่นเอง เมื่อกองทัพไทยยกพลไปตีเมืองเวียงจันทร์ ก็พ่ายแพ้ทุกครั้งเพราะนาคขึ้นมาช่วย “เซียงเมื่ยง” คนปัญญาดีจึงได้อาสาไปหลอกให้เจ้ามหาชีวิตเอากลองไปทำลาย ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองจะเกิดเหตุเพทภัยร้าย เจ้าลาวหลงเชื่อสั่งให้ทหารนำเอากลองไปทำลายทิ้ง จากนั้น “เซียงเมี่ยง” จึงได้ส่งสัญญานให้กองทัพเข้าตีเมืองและยึดใด้ในที่สุด เมื่อยึดได้แล้ว “เซียงเมี่ยง” จึงได้ ช่างฝีมือดีจัดการปิดรูพญานาคเอาไว้ และสถานที่ตรงนั้นก็คือ  “พระธาตุหลวง”  ที่ก่อสร้างด้วยศิลปกรรมล้านช้างอันงดงามในปัจจุบัน

ครับหันมาว่าเรื่อง “ต้นหมากแข้ง” ใหญ่ กันต่อไป เมื่อถูกตัดไปแล้วก็คงเหลือแต่ตอ จะใหญ่หรือไม่ขนาดพระภิกษุ 8 รูปขึ้นนั่งฉันจังหันได้อย่างสบาย นี้คือการเล่าสืบทอดต่อกันมา แต่ผู้เขียนคิดว่าพระภิกษุ 8 รูป คงไม่ได้ขึ้นนั่งฉันอาหารอยู่บนตอหมากแข้งหรอก คงนั่งล้อมวงฉันจังหันรอบตอหมากแข้งกระมัง

ต้นหมาแข้ง จะโตขนาดใหน ก็ลองหันไปฟังท่านเจ้าคุณปู่ พระเทพวิสุธาจารย์ (บุญ ปุญสิริมหาเถร)  หรือ “หลวงปู่ดีเนอะ” เจ้าอาวาสรูปที่ 3 วัดมัชฌิมาวาส พระอารามหลวง ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี เคยพูดไว้ว่า ที่โนนมากแข้งแห่งนี้ มีต้นหมากแข้งขนาดเล็กอยู่มากมาย แต่มีต้นใหญ่เท่าต้นมะพร้าวอยู่ต้นหนึ่งแต่ต้นไม่สูง เป็นพุ่มกิ่งก้านสาขาแผ่ออกไป ประมาณ ปี พ.ศ.2442 ก็มีแพะซึ้งเป็นสัตว์เลี้ยงเป็นจำนวนมาก ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าวัฒนานุวงศ์ ผู้ปกครองมณฑลลาวพวน อุดรธานี เข้าไปกัดกินกิ่งก้านต้นหมาก แข้งจนตายและสุญพันธุ์ไป หลวงปู่เนอะเข้าใจว่า ต้นหมากแข้งต้นนี้คงเป็นลูกหลานของต้นหมากแข้ง ที่เจ้ามหาชีวิตแห่งอาณาจักรล้านช้างร่มขาว ตัดเอาไปทำกลองเพลก็ได้ ส่วนเจดีย์ศิลาแลงนั้นตั้งอยู่ตรงกลางพระอุโบสถในปัจจุบัน

เนื้อหาบางส่วนจาก หนังสือพิมพ์ข่าวท้องถิ่น
หน้า 11 ฉบับที่ 291 ประจำวันที่ 1-15 สิงหาคม 2553
ที่มา : Udon-city.com

Blog Stats

  • 275,307 hits
%d bloggers like this: