ย้อยอดีตคนอีสาน

มนตรา เลี่ยวเส็ง

คนสมัยก่อนนั้นลองได้แต่งงานกับใครแล้ว ก็จำต้องอยู่ด้วยกันจนตายจากกัน จึงอาจกล่าวได้ว่าความรักได้พายายไปสู่การผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ของชีวิตเมื่อ ตาตัดสินใจย้ายลงมาทำงานที่ภาคกลางในปี พ.ศ.2489

 

ยายเล่าว่าคนอีสานสมัยก่อนไม่นิยมเดินทางย้าย ถิ่น สาเหตุสำคัญนั้นเป็นเพราะมีดงพญาไฟกั้นไว้ ผู้คนจะพากันล้มตายกันมากเมื่อผ่านดงพญาไฟ บ้างก็ตกเหวตาย บ้างก็เป็นไข้ป่าตาย บ้างก็ถูกโจรป่าฆ่าตาย เพื่อนที่ไปด้วยกันทำได้อย่างมากก็แค่ช่วยกันเผาจี่กันกลางป่าเพื่อไม่ให้ อุจาดตาแก่ผู้ที่ผ่านไปมา ต่อมาหลวงจึงเปลี่ยนชื่อเป็นดงพญาเย็นเพื่อเอาเคล็ดและเป็นการสร้างขวัญให้กับ ประชาชน

แต่จุดเปลี่ยนที่แท้จริงเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อโปรดเกล้าให้สร้างทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-โคราชขึ้นเพื่อเชื่อมระหว่างภาค กลางและภาคอีสาน ทำให้ดงพญาไฟไม่น่ากลัวเช่นเดิมอีกต่อไป จนเมื่อยายเป็นสาว ทางรถไฟจึงได้ขยายมาถึงอำเภอวารินทร์ชำราบ อุบลราชธานี แต่ก็หยุดลงที่นั่นเพราะยังไม่มีการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำมูล ดังนั้น คนอีสานที่อยู่ไกลกว่านั้นจึงต้องลงเรือข้ามแม่น้ำมูลอีกทอดหนึ่งก่อนจะมา ขึ้นรถไฟที่อำเภอวารินทร์ชำราบได้

ผู้ที่เดินทางลงมากรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ในสมัยนั้นยังคงเป็นกลุ่มของพระสงฆ์ที่เดินทางไปเพื่อศึกษาต่อ โดยจะพักรวมกันที่วัดบรมนิวาสหรือวัดสัมพันธวงศ์ เนื่องจากความยากลำบากในการเดินทาง กอปรกับกลุ่มที่เดินทางมักเป็นพระสงฆ์ คนอีสานจึงถือว่าผู้ที่เดินทางมากรุงเทพฯ ได้นั้นเป็นผู้ที่มีบุญญาธิการสูงคนคนหนึ่ง

แต่หากการมากรุงเทพฯ เป็นเพราะแต่งงานกับคนต่างถิ่นแล้วละก็ จะถือว่าเป็นเรื่องเลวร้ายอย่างยิ่ง คนอีสานนิยมแต่งงานกับคนในถิ่นเดียวกัน เพราะการแต่งงานกับคนต่างถิ่นอาจทำให้ต้องย้ายตามคู่ไปอยู่ที่อื่น ไม่มีโอกาสได้เลี้ยงดูพ่อแม่ตอนแก่ ซึ่งจะเป็นตราบาปติดตัวไปชั่วชีวิต การแต่งงานกับคนต่างถิ่นจึงมักได้รับการประณามจากสังคมอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากแต่งงานกับคนที่พูดภาษาอีสานไม่เป็น กินข้าวเหนียวเลอะมือเลอะไม้ หรือแม้แต่กินตำบักหุ่ง กินปลาแดก กินลาบไม่เป็น ก็จะถูกคนอีสานดูถูกดูแคลน

ที่ร้ายแรงที่สุดเห็นจะเป็นการแต่งงานกับคน ต่างชาติต่างภาษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนญวนหรือคนจีน ซึ่งจะกลายเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ของสังคมเพียงในชั่วพริบตา ไม่เว้นแม้แต่ตา ทนายความหนุ่มผู้มีอนาคตไกล ผู้ทำงานอย่างมีเกียรติในศาลประจำจังหวัด ผู้มีพี่น้องเป็นผู้พิพากษาและต่างก็มีการศึกษาสูง แต่การที่ตามีเชื้อสายจีนทำให้สังคมอีสานยอมรับไม่ได้

ยายน้ำตาซึมทุกครั้งเมื่อเล่าถึงความรักบนทาง เลือกว่าแม่ขาดใจตายหลังจากยายจากบ้านมาไม่นาน จะเพราะความห่วงกังวลลูกสาวคนโตที่แต่งงานกับคนจีนและต้องจากบ้านไปไกล เพราะแรงกดดันจากสังคมรอบข้างที่ลูกสาวลาออกจากอาชีพครู (สมัยนั้น การได้ทำงานในกระทรวงธรรมการถือเป็นเกียรติประวัติอันสูงสุดของวงศ์ตระกูล) หรือเพราะอะไรก็สุดจะเดา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นความจริงที่ว่าความแตกต่างทางวัฒนธรรม ระหว่างอีสานและภาคกลาง ความแตกต่างทางเชื้อชาติและระยะทางที่ไกลกันนั้นเป็นสิ่งที่น่ากลัวเหลือ เกินสำหรับคนสมัยก่อน แม้เวลาจะผ่านไปแล้วหลายสิบปี ยายก็ยังคงติดอยู่กับตราบาปนั้น ยายเชื่อว่ายายเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้แม่ของตัวเองอายุสั้น…

การเตรียมตัวเดินทาง
การผจญภัยครั้งสำคัญเริ่มต้นขึ้นเมื่อยายต้องเดินทางจากบ้านมากรุงเทพฯ แม้ว่าระยะทางประมาณ 500 กิโลเมตรนั้นต้องใช้เวลาถึง 3 วันเต็มๆ แต่ยายเล่าว่ายายใช้เวลาในการเตรียมตัวไม่นานเท่ากับการเตรียมใจ แล้วยายก็หาใจตัวเองแทบไม่เจอในวันที่ต้องออกเดินทางจริง เสียงของแม่และน้องๆ ที่นั่งกอดกันร้องไห้ระงม รวมทั้งน้ำตาจากผู้คนรอบข้างเป็นอดีตที่คอยไล่ทิ่มแทงหัวใจยายทุกครั้งที่ นึกถึงสิ่งที่ยายนำติดตัวมาด้วยนั้นมีอยู่ไม่กี่อย่าง อย่างแรกคือเสบียงอัน ได้แก่ห่อข้าวเหนียวกับเกลือ มีเพื่อนบางคนทำข้าวจี่มาให้ 3-4 ก้อน ข้าวจี่นั้นทำง่ายและสะดวกต่อการพกพา เพียงเอาข้าวเหนียวปั้นขนาดเท่าฝ่ามือ ทำให้แปแล่บแซ่บ (บีบให้แบน) ก่อนโรยเกลือแล้วนำไปย่างไฟ จากนั้นก็นำมาห่อด้วยใบตองมัดด้วยเชือกกล้วยอย่างดี เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้ท้องอิ่มไปได้หลายมื้อทีเดียว

อย่างที่สองที่ต้องนำติดตัวไปคือ ‘ดิน’ คนอีสานทุกคนต้องนำดินติดตัวไปด้วย ดินที่ว่านี้คือดินเหนียวที่เอามาจากโพน (ลักษณะคล้ายจอมปลวกขึ้นอยู่ตามริมแม่น้ำ) ดินโพนนั้นถือว่าสะอาด มีรสชาติดีและมีกลิ่นหอมของดิน คนนิยมขุดดินโพนมาตากแห้งแล้วห่อด้วยผ้าขาว ใช้เป็นยาแก้โรคปวดมวนท้องได้ผลชะงัดนัก หรือถ้าแพ้ท้อง เพียงเอาดินโพนมาละลายน้ำกิน อาการก็จะทุเลาลง ยายให้เหตุผลว่าคนอีสานชอบกินดิน ไม่ใช่เพราะไม่มีจะกินแต่เพราะกินแล้วสบายใจดี

สิ่งที่สามที่ยายนำติดตัวมาด้วยคือเงินที่ญาติพี่น้องให้มาเพื่อ เป็นขวัญในการเดินทาง ประเพณีที่สำคัญอย่างหนึ่งของคนอีสานคือเมื่อมีญาติต้องเดินทางไปที่อื่น พี่น้องหรือเพื่อนจะต้องช่วยสมทบเงินเป็นค่าเดินทางคนละบาทสองบาท ยายเล่าว่ามันเป็นเคล็ดที่หมายถึงทุกคนได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเดินทาง ครั้งนี้ด้วย นิสัยนี้ดูจะติดตัวยายมาถึงปัจจุบัน ไม่ว่าลูกหลานจะเดินทางไปที่ไหนก็ตาม ยายจะต้องร่วมสมทบทุนด้วยทุกครั้งไป ยอดเงินที่ยายนิยมให้คือเหรียญ 5 บาท 3 เหรียญเพราะจะได้หัวเราะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า หรือไม่ก็แบงค์ร้อยสามใบเพราะจะได้ให้พระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์คุ้มครอง

สิ่งสุดท้ายที่ยายนำติดตัวมาด้วยคือตะกร้าหวายสำหรับใส่เสื้อผ้า 2-3 ชุดโดยมีฝาปิดมิดชิด ซึ่งเป็น ‘กระเป๋าเดินทาง’ ของยายนั่นเอง

การเดินทาง
ยายเล่าถึงวันแรกของการเดินทางว่าเป็น การเดินทางโดยรถยนต์ประมาณ 100 กิโลเมตรไปตามถนนลูกรังเพื่อไปที่อำเภอวารินทร์ชำราบ สองข้างทางมีแต่ป่าทึบสูงท่วมหัว หากออกเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่ก็จะถึงที่หมายตอนพลบค่ำ แต่ถึงแม้จะค่ำมืดอย่างไร ก็ต้องหาเรือข้ามแม่น้ำมูลต่อไปอีกทอดหนึ่ง เรือที่ว่านี้เป็นเรือพายลำเล็กๆ ขนาด 4-5 คนนั่ง มีฝีพายถือท้ายเพียงคนเดียว และฝีพายต้องมือแน่จริงๆ เพราะน้ำในแม่น้ำนั้นไหลแรงและไหลลงอย่างเดียว สนนราคาคนละสตางค์ พอขึ้นฝั่ง ก็ต้องหารถสองแถวต่อไปยังบ้านคนรู้จักเพื่อพักค้างคืนหนึ่ง

การเดินทางในวันที่สองนั้น ยายต้องตื่นตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อให้มาถึงสถานีรถไฟทันขบวนรถที่จะไป นครราชสีมาซึ่งมีเพียงวันละ 1 เที่ยว ยายเล่าว่าเกิดมาก็เพิ่งจะเคยเห็นรถไฟกับเขาครั้งนี้เอง กลัวก็กลัว ตื่นเต้นก็ตื่นเต้น รถไฟในสมัยนั้นยังใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง หากชะโงกออกไปนอกตัวรถ เขม่าควันดำๆ จะปลิวเข้าตาจนแสบหูแสบตาไปหมด เสียงร้องของเครื่องจักรรถไฟนั้นเล่าก็แสนเศร้า มันร้องเตือนใจลูกอีสานทุกคนมาตลอดทางว่า “จะไปก็ช่าง จะมาก็ช่าง” ครั้นจะหันไปทางไหนก็มีแต่คนแปลกหน้า ส่วนใหญ่อยู่ในวัยหนุ่มสาวและวัยทำงานซึ่งมุ่งหน้าไปหางานทำนอกฤดูกาลเก็บ เกี่ยว

การที่ยายร้องไห้มาตลอดทางจึงไม่รู้ว่าเป็น เพราะเขม่าควันปลิวมาเข้าตา หรือเพราะเพิ่งเคยเดินทางไกลกว่า 20 กิโลเมตรจากบ้านไปโรงเรียน หรือเพราะต้องจากบ้านมาเป็นครั้งแรกในชีวิต หรือเพราะความกลัวที่จะต้องไปเผชิญกับโลกใหม่ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนกันแน่ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุอะไร ทันทีที่มาถึงโคราช ยายก็ต้องรีบสลัดความในใจทิ้งเพราะต้องรีบหาโรงแรมเพื่อพักค้างคืนก่อนออก เดินทางต่ออีกครั้งในวันรุ่งขึ้น

วันที่สามของ การเดินทางจากโคราชมุ่งเข้ากรุงเทพฯ นั้นน่าสะพรึงกลัวเป็นที่สุด เพราะต้องผ่านดงพญาไฟ ดินแดนแห่งขุนเขา ภูตผีปีศาจและความลับที่ดำมืดสำหรับยาย ยายเล่าว่าได้แต่นั่งยกมือไหว้มาตลอดทางเพื่อขอความเห็นใจ เห็นภูเขาก็ยกมือไหว้ภูเขา ผ่านเหวก็ไหว้เหว เห็นต้นไม้ใหญ่ก็ไหว้ต้นไม้ใหญ่ ไหว้ไปถึงผีสางนางไม้ เจ้าป่าเจ้าเขาให้ช่วยคุ้มครอง ยายนั่งไหว้จนรถไฟถึงหัวลำโพง ซึ่งก็เป็นเวลาเย็นย่ำค่ำมืดแล้ว

การปรับตัวกับชีวิตที่กรุงเทพฯ
กรุงเทพฯ ในสมัยนั้นยังมีผู้คนอาศัยอยู่ไม่มากนัก ใจกลางกรุงเทพฯ อยู่แถวเยาวราชและราชดำเนิน แถวๆ สนามเป้านั้นถือว่าเป็นเขตนอกเมืองที่มีแต่ค่ายทหารตั้งอยู่เท่านั้น ยายเล่าว่ายายยังเคยอุ้มลูกไปป้อนข้าวพร้อมกับดูรายชื่อนักรบผู้กล้าบน อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิออกบ่อยไป ที่บางเขน บางกะปิยังเป็นทุ่งนา จำได้ว่ายายขำแทบตายเมื่อมีนักลงทุนหัวใสวางแผนจะมาถมที่นาแถวทุ่งบางเขน เพื่อสร้างบ้านจัดสรร ยายได้แต่สงสัยว่าจะต้องใช้ดินเท่าไหร่จึงจะถมที่นาได้และใครกันหนอจะมาซื้อ บ้านเหล่านี้ แต่ในที่สุด หนึ่งในบรรดา “ใครกันหนอ” นั้นก็คือยายนั่นเอง

การปรับตัวให้เข้ากับสังคมภาคกลางง่ายกว่าที่ ยายคิดไว้มาก เพราะยายกินอยู่กับกงสีของครอบครัวของตาซึ่งเป็นที่นับหน้าถือตาในสังคม สิ่งที่ยากสำหรับยายคือการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรม (และภาษา) จีน เพราะเป็นสิ่งใหม่ที่ยายไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่ถึงอย่างไร ยายก็ยังโชคดีที่ไม่ได้รับแรงกดดันจากทางบ้านของตาเลยนอกจากความสงสารและ เห็นใจ

ยายเล่าว่าครั้งแรกที่มาถึง ผู้คนต่างพากันมาดู ‘คนลาว’ เพราะคนกรุงเทพฯ ไม่เคยเห็นคนอีสาน ผู้คนจะให้ความสนใจเป็นพิเศษในเรื่องของภาษา (ที่ฟังกันแทบจะไม่เข้าใจ) และตอนช่วงอาบน้ำ เพราะมีเสียงลือกันว่าคนลาวเวลาอาบน้ำจะไม่นุ่งผ้า ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใดเลย

ปัญหาที่หนักอกในตอนนั้นคือเรื่องของภาษา คนอีสานสมัยนั้นพูดภาษากลางไม่ได้ (ยกเว้นพวกข้าราชการที่ต้องใช้ภาษากลางบ้างเป็นบางครั้งในการติดต่อประสาน งานกับส่วนกลาง) แม้แต่ครูเก่าอย่างยาย เวลาจะพูดภาษาไทยในแต่ละครั้ง ยังต้องนึกเป็นตัวหนังสือเสียก่อน แล้วจึงออกเสียงเป็นคำพูด แต่ลิ้นก็มักจะแข็งพูดได้ไม่ชัดนัก โดยต้องระวังการใช้ตัว ก.ไก่ ให้มาก ไม่อย่างนั้นจะเป็น จ.จาน เช่น กินข้าวมักจะเป็นจิ๋นข้าว ซ้ำผู้คนยังชอบขอให้ยายเรียกเสื้อตรา “ควาย” เป็นภาษาอีสาน ซึ่งยายใช้เวลาอยู่นานกว่าจะเข้าใจความหมายที่แท้จริง และเก็บมาเล่าให้ลูกหลานฟังจนกลายเป็นเรื่องขำขันประจำตระกูลไป

การปรับตัวในเรื่องอาหารการ กินก็เป็นปัญหาหนึ่งที่สำคัญ ตั้งแต่ย้ายลงมาอยู่ภาคกลาง ยายไม่ได้ลิ้มรสชาติของอาหารอีสานอีกเลย ไม่มีแม้กระทั่งส้มตำ ไก่ย่างหรือข้าวเหนียว (ที่หากินได้ทั่วไปในสมัยนี้) ยายต้องหัดกินข้าวเจ้าและแกงจืด ซึ่งทำให้ยายถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อเพราะถ่ายท้องเกือบตาย ยายเล่าให้ฟังว่าต้องนอนซมอยู่เกือบปี แม้กินดินที่ได้นำติดตัวมาด้วยก็ไม่หาย ต้องกินขี้ฝิ่นนั่นแหละจึงรอดมาได้

นอกจากเรื่องอาหารแล้ว การเปลี่ยนอากาศก็ เป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้ยายป่วยกระเสาะกระแสะ ในสมัยนั้น หยูกยายังไม่มีกินเหมือนสมัยนี้ เวลาปวดหัวเป็นไข้จึงต้องหาของเปรี้ยวมากิน เช่น มะนาว มะขามเปียก มะยม เป็นต้น หรือใช้การออกกำลังกายเพื่อให้เหงื่อออกแทน ยายจึงเป็นคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ได้เหงื่อ โดยงานที่ยายชื่นชอบที่สุดคือการผ่าฟืนที่ทำมาจากทางมะพร้าวหรือกิ่งมะขาม ตัดต้นกล้วยและเดินรอบสวนเพื่อสำรวจผลไม้ในเนื้อที่ประมาณ 11 ไร่ทุกวัน

การที่มาอาศัยอยู่ริมแม่น้ำก็ เป็นอีกปัญหาที่หนักสำหรับยาย ที่อีสานนั้น น้ำในแม่น้ำจะไหลลงอย่างเดียว แต่น้ำในแม่น้ำภาคกลางไหลขึ้นในตอนเช้าแล้วไหลลงในตอนเย็น ทำให้ยายเวียนหัวเป็นที่สุด แพ้ท้องว่าหนักแล้ว แพ้น้ำขึ้นน้ำลงยิ่งหนักกว่า นอกจากนั้น ยังมีปัญหาเรื่องเสียงของเรือ เรือที่อีสานเป็นเรือขุด (เรือพายลำเล็กๆ ที่เอาต้นไม้ทั้งต้นมาขุดทำเป็นรูปเรือ เวลานั่งได้ยินแต่เสียงฝีพายกระทบน้ำดังเป็นจังหวะ) ในขณะที่ภาคกลางใช้เรือต่อ ทั้งยังมีเรือขุนแผน ขุนไกร ศรีประจันต์ที่บรรทุกทรายลำเบ้อเริ่ม เสียงดังตึดๆ กระหึ่มไปทั่วท้องน้ำ แถมยังวิ่งกันทั้งวันทั้งคืน โดยมีเรือบื๋อ (เรือเร็ว) ที่เสียงดังแสบแก้วหูเป็นละครสลับฉาก ยายต้องใช้เวลาถึง 4 ปีกว่าจะปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะเสียงดนตรีประกอบละครชีวิตนี้ได้

การที่คนอีสานจะย้ายถิ่นลงมาอยู่ภาคกลางเมื่อ 60 ปีที่แล้วจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ยายเชื่อว่ารายงานการศึกษาที่พบว่าในช่วงปี 2321-2453 คนอีสานมีการอพยพย้ายถิ่นมากที่สุดนั้น น่าจะเป็นการย้ายถิ่นในแถบจังหวัดอีสานด้วยกันเองเป็นส่วนใหญ่ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นหรอกที่คิดจะย้ายถิ่นฐานลงมาอยู่ที่ภาคกลาง
อย่างยาย…ถ้าไม่ใช่เพราะความรัก ยายก็คงไม่ยอมลงมาอยู่กรุงเทพฯ เหมือนกัน…

ขอขอบคุณเนื้อหาจาก คุณ somsakksn -> http://oknation.net/blog/radiopkonline/2009/02/01/entry-2
ภาพจาก เรื่องเล่าจากครูหวด http://www.oknation.net/blog/sangkom

Blog Stats

  • 274,284 hits
%d bloggers like this: